วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

มส.ยัน'ธัมมชโย'ไม่ต้องอาบัติปาราชิก

มส.ยัน'ธัมมชโย'ไม่ต้องอาบัติปาราชิก ยกเหตุเรื่องยุติที่ศาลชั้นต้นไม่มีอุทธรณ์ ส่งหนังสือชี้แจงดีเอสไอภายใน 12 ก.พ.นี้

เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2559 ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐมได้มีการประชุมคณะกรรมการมหาเถรสมาคม(มส.)โดยมีสมเด็จพระมหา รัชมังคลาจารย์(ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานการประชุมโดยใช้เวลาการประชุม นานกว่า 2 ชั่วโมง
นายชยพล พงษ์สีดา รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวแถลงผลประชุมมส.ว่า ที่ประชุม มส.ได้เห็นชอบร่างหนังสือชี้แจงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรณีการตอบสนองพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช และข้อกล่าวหาคดียักยอกทรัพย์ของพระเทพญาณมุณี (พระธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย
หลังจากที่ก่อนหน้านี้ พศ.และผู้แทน มส.ได้หารือกับ ดีเอสถึง 2 ครั้ง โดยร่างหนังสือชี้แจงมีสาระโดยสรุปว่า พศ.และ มส.ยืนยัน ได้ตอบสนองต่อพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช กรณีพระธัมมชโยอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะมีการตีความว่า พระลิขิต เป็นพระบัญชาหรือพระดำริก็ตาม ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ในช่วงปี 2542 - 2544 มส.ได้มีการประชุมหารือในเรื่องนี้นับ 100 ครั้ง
นายชยพล กล่าวอีกว่า สำหรับการดำเนินคดีทางสงฆ์ใช้กฎนิคหกรรมฉบับที่ 11 ตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 หากเปรียบในคดีทางโลกจะเริ่มต้นจากศาลชั้นต้น โดยมีเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี รองเจ้าคณะภาค และเจ้าคณะภาค ร่วมกันพิจารณา ซึ่งในช่วงปี 2542 ที่มีการยื่นฟ้องคดีทางสงฆ์กล่าวหาพระธัมมชโย ซึ่งขณะนั้นดำรงสมณศักดิ์ที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ซึ่งคณะพิจารณาของศาลชั้นต้นทางสงฆ์ไม่รับคำร้องของผู้ยื่นฟ้องคดี 2 คน คือ นายสมพร เทพสิทธา และนายมาณพ พลไพรินทร์
เนื่องจากคำร้องไม่สมบูรณ์ และศาลชั้นต้นทางสงฆ์ได้เปิดโอกาสให้อุทธรณ์ภายใน 30 วัน แต่ผู้ยื่นฟ้องคดีไม่มายื่นอุทธรณ์และได้ถอนฟ้องไป 1 คน ทำให้การพิจารณาคดีในทางสงฆ์ต้องยุติลง และไม่มีการพิจารณาไปถึงกระบวนการที่ชี้ชัดว่า พระธัมมชโยอาบัติ ปาราชิก หรือไม่ ดังนั้น คดีทางสงฆ์จึงไปไม่ถึงการพิจารณาในขั้นศาลอุทธรณ์ทางสงฆ์ คือเจ้าคณะใหญ่หนกลาง และไม่ถึงขั้นศาลฎีกาทางสงฆ์ คือ มส.
ขณะที่ผู้ยื่นฟ้องคดีทางสงฆ์ ก็ได้มีการยื่นฟ้องคดีทางโลกพร้อมกันไปด้วย แต่ในเวลาต่อมาผู้ร้องขอถอนฟ้องทำให้อัยการถอนฟ้องคดี ส่งผลให้คดีทางโลกสิ้นสุดลงไปด้วย หากจะมีการฟ้องร้องพระธัมมชโยอีกก็จะต้องเป็นข้อกล่าวหาในคดีอื่นๆ ที่เป็นคดีใหม่ ซึ่งไม่ใช่กรณีข้อกล่าวหายักยอกที่ดิน โดยผู้ที่ต้องการฟ้องคดีทางสงฆ์ก็จะต้องไปยื่นฟ้องที่เจ้าคณะจังหวัด ปทุมธานี ซึ่งเป็นเจ้าคณะปกครองโดยตรง
รองผอ.พศ.กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ทางดีเอสไอ มองว่า ทางมส.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 หรือไม่ กรณีของพระธัมมชโยยืนยันว่า พศ.และมส.ได้ดำเนินงานเรื่องนี้อย่างเต็มที่แล้ว ส่วนการมองว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ขึ้นอยู่กับความคิดของแต่ละ ฝ่าย ทั้งนี้ พศ.และส่งหนังสือชี้แจงดีเอสไอโดยเร็วที่สุดในวันที่ 11 ก.พ. หรืออย่างช้าก็ไม่เกินวันที่ 12 ก.พ.นี้





หน้า1 คมชัดลึก 11 ก.พ. 2559

หน้า1 คมชัดลึก 11 ก.พ. 2559

 

๐ พศ.แถลงหลวงพ่อธัมมชโยไม่ปาราชิก คดียักยอกที่ดินปี2542จบในศาลชั้นต้นแล้ว ไม่มีการยื่นอุธรณ์ฎีกา

๐ มส.สนองต่อพระลิขิตมาโดยตลอด โดยถูกต้องตามพระธรรมวินัย กฎหมาย และกฎมหาเถรสมาคม

 

 

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เจ้าคุณเบอร์ลินโชว์ต้นฉบับ "จดหมายน้อย" : กรณีธัมมชโย / พร้อมเรียกร้องฝ่ายเกี่ยวข้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

จ้าคุณเบอร์ลินโชว์ต้นฉบับ "จดหมายน้อย" : กรณีธัมมชโย / พร้อมเรียกร้องฝ่ายเกี่ยวข้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

  ย้ำอีกครั้งนะครับว่า..

การออกมาแจงสังคมของเจ้าคุณเบอร์ลิน ตั้งแต่อดีต - ปัจจุบัน - อนาคต
ยืนยันว่าล้วนด้วยกุศลเจตนา ไม่มีสิ่งใดแอบแฝงทั้งสิ้น คือ
1. เพื่อปกป้องภัยพระศาสนา และ มส.
2. เพื่อบูชา และรักพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร อดีตประมุขสงฆ์
3. เพื่อความกระจ่างแก่สังคม
4. เพื่อชี้แนวทาง และร่วมแก้ปัญหา.
เกรงพวกมั่วจะโยงไปสู่ประเด็นอื่นครับ จึงขอย้ำอีกรอบ.
.....
ที่มาของ "จดหมายน้อย"
- จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ แต่ผมว่าคงเป็นเพราะบุญพระศาสนานะแหละครับ
ปรากฏว่าเมื่อ 2 วันก่อนผมได้รับการติดต่อจาก
"พระผู้ใหญ่ระดับสูงจากไทยรูปหนึ่ง"
ท่านได้เมตตาชี้แจงเรื่องนี้โดยละเอียดแก่ผม
ทั้งยังเป็นพระมหาเถระที่เป็น
"ธรรมยุตนิกาย" อีกด้วย
ท่านคงเกินทนกับพฤติกรรมของพวกแอบอ้างองค์อดีตสมเด็จญาณเต็มทีละครับ
จึงอยู่นิ่งไม่ได้
พร้อมทั้งมอบส่วนหนึ่งของ "จดหมายน้อย"
ที่เป็นต้นฉบับ ที่ มส. เรียกเป็นทางการว่า "พระดำริ" กรณีธัมมชโย ที่กำลังมั่วถั่วกันอยู่นี้
อีก 1 ชุดแก่ผมอีกด้วย
ซึ่งเป็นเอกสารชุดที่ไม่เคยปรากฏในที่ใดมาก่อน เพราะนี่เป็น "ต้นฉบับ" ที่ใช้ประชุม มส. ในครั้งนั้น.
- ท่านกำชับกับผมว่า ขอให้ใช้สติปัญญา พิจารณานำออกมาเผยแพร่
ให้ทำความเข้าใจแก่สังคม และหาทางช่วยกัน คลี่คลายปัญหาสงฆ์ในขณะนี้
ที่สำคัญเพื่อป้องกันกลุ่มคนที่จะเอาเรื่องนี้
ไปแอบอ้างหาผลประโยชน์ ดังที่ปรากฏในปัจจุบัน
ก่อนจบ ท่านยังเมตตาว่า " หากต้องการเอกสารอะไรเพิ่มให้แจ้งมา".
สาธุ ผมมีกำลังใจเพิ่มเยอะเลย.
.......
วันนี้ ผมจะเผยแพร่ และเจาะลึกในเอกสาร "ต้นฉบับ"
ที่เรียกว่า "จดหมายน้อย" นี้ จำนวน 5 ฉบับ ไปเลยนะครับ
สื่อท่านใด จะเอาไปขยายก็จะเป็นกุศลด้วยกันครับ.
....
เริ่มเรื่อง
ดังที่ผมเคยบอกไว้ การจะแก้ปัญหาต่าง ๆ นั้น
ขั้นแรกจะต้องเริ่มที่ต้นเหตุ หาต้นเหตุให้ได้เสียก่อน
ไม่เช่นนั้น ก็ออกทะเลดังที่เห็นนี้แหละครับ.
......
ตามมาติด ๆ นะครับ
ผมจะนำไปชี้ต้นตอของปัญหา สารพัดชื่อที่จะเรียก ทั้ง พระวินิจฉัย พระดำริ พระลิขิต
จนชาวบ้านชาวเมืองมึนไปหมด...
1. ทำไมเรียกว่า "จดหมายน้อย"
ตรงนี้ไม่ยากครับ กรรมการ มส. สมัยประชุมที่ตำหนักเพชร วัดบวร รู้แจ้งทุกรูปคำนี้
หรือหากใครทำงานอยู่ "กรมศาสนา" ที่ทำหน้าที่ เลขา มส. ยุคนั่น ก็จะไม่สงสัย
เพราะนี่คือคำที่ใช้เรียกแบบ
"รู้กันในใจกันดีว่า สิ่งนี้ มันมาจากไหน มาจากใคร มายังไง"
คน (ไม่อยากเรียกว่าพระ) ก็ยังคงมีชีวิตอยู่ ก็ตัวแสบคนเดียวนะแหละครับ
ที่มักจะถือมาส่งที่ประชุม มส. หรือยื่นให้ จนท. ในสมัยนั้นเนือง ๆ.
(ผมจะไม่ขยายนะครับ).
........
2. เอกสารที่ออกมาในครั้งนี้นั้น ผมได้สืบค้นในเอกสารของกรมการศาสนายุคนั้น
ปรากฏชัดเจนในสาระบบราชการเรียกว่า
"พระอักษร"
ชัดอีกประเด็นหนึ่ง ในกรณีผลของการลำดับ ในการปฏิบัติตามต่อจากนั้น.
.........
3. ผมจะเล่า และลำดับเหตุการณ์ขณะนั้นให้ฟังครับ
เผื่อจะได้เห็นภาพอะไรต่ออะไรชัดเจนขึ้น
- ครั้งนั้น ผมไม่ได้เข้าร่วมประชุมหรอกครับ เพราะเด็กอยู่
แต่ทุกครั้งที่หลวงพ่อผมกลับจากประชุม มส.
ท่านกลับมาถึงกุฏิคณะ 5 ท่านก็จะมานั่งดื่มน้ำชาสักพัก พอหายเหนื่อย
ท่านก็จะเล่าว่า วันนี้มีอะไรบ้างที่ประชุม ผมก็จะจำจะจดตลอดครับ
ขนาดคราวหนึ่ง สมเด็จญาณท่านเดินสดุดอาสนะที่นั่ง แล้วพลิกขึ้นเห็นไมค์ลอยตัวเล็ก ๆ สอดไว้ใต้อาสนะ เพื่อดักฟังการประชุม มส. ผมยังรู้เรื่องเลย
คนพาลนี่มันร้ายจริง ๆ ครับ.
......
ต่อครับ (พิจารณาเอกสารที่แนบด้วยนะครับ)
....
4.. ที่อ้างกันว่า เป็นพระลิขิต 5 ฉบับนั้น
กรมการศาสนายุคนั้นเขาใช้คำว่า "พระอักษร" ครับ
ในฉบับแรกที่ออกมา ให้สังเกต หัวกระดาษมีตราสัญลักษณ์ ญสส
แต่ท้ายพระอักษรไม่ปรากฏมีลายเซ็นขององค์สมเด็จท่าน
โดยเหตุการณ์ในครั้งนั้น
มีเจ้าคุณชั้นราช วัดบวร (ยังมีชีวิตอยู่)
ได้เดินถือเข้ามาในที่ประชุมมหาเถรสมาคมที่ตำหนักเพชร
เพื่อให้เจ้าหน้าที่แจกกรรมการ มส.
แต่มีการทักท้วงกันว่า
ทำไมพระอักษรไม่มีลายเซ็นพระนามสมเด็จพระสังฆราช
ระวังจะทำให้เกิดความเสียหายแก่พระองค์ท่าน
สุดท้ายจึงมีการขอถอนพระอักษรฉบับนี้กลับไป
แต่ถึงอย่างนั้น พระอักษรฉบับนี้ ก็มีการถูกนำไปขยายผลภายหลังอีก.
.....
5. เมื่อมีการถอนพระอักษรฉบับที่ไม่มีลายเซ็นกลับไป
ต่อมา จึงมีฉบับใหม่ (ฉบับที่ 2) ที่มีลายเซ็นตามมาอีก
แต่มีข้อสังเกตว่า
ในบรรทัดแรกของพระอักษรฉบับที่ 1 กับฉบับที่ 2 มีความต่างกัน
ต่างกันตรงคำว่า "เป็น"
อยู่คนละบรรทัด แสดงให้เห็นว่า น่าจะจัดพิมพ์ขึ้นใหม่ และเกิดจากการอย่างรีบเร่งจนไม่ได้ตรวจทาน (ผิดวิสัยการทำงานที่เป็นปกติทั่วไป) หรือไม่.
......
6. หลังจากนั้น ก็มีฉบับที่ 3 ตามมา โดยมีข้อความข้างต้นซ้ำกับฉบับเดิม
แต่เพิ่มข้อความใหม่เข้ามาอีก
ฉบับนี้ไม่ได้ไปที่ประชุมของมหาเถรสมาคม
แต่กลับถูกส่งไปที่กรมการศาสนา
โดยให้เหตุผลว่า มส. เลื่อนการประชุม
จึงนำส่งกรมการศาสนาแทน
โดยกรมการศาสนานำไปมอบให้เจ้าคณะภาค 1 เลย ไม่ได้นำเข้าแจ้ง มส.
ฉะนั้น มส. จึงไม่ทราบ/ไม่เห็นฉบับนี้.
....
7. ส่วนฉบับที่ 4 เป็นฉบับที่ปรากฏว่าถูกนำไปแจกเผยแพร่กันทางสื่อมวลชน
หลังเริ่มมีการรายงาน และทักท้วงกันมากขึ้น
มีการแฟ็กซ์ไปตามหนังสือพิมพ์ ซึ่งฉบับนี้ ก็ไม่มีลายเซ็นเช่นกัน
จึงไม่มีเจ้าหน้าที่ หรือ มส. รูปใดเห็นฉบับจริง นอกจากการรายงานทางสื่อมวลชนเท่านั้น.
...
8. ต่อมา เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ถึงพระอักษรที่ไม่มีลายเซ็นพระนามสมเด็จพระสังฆราช แต่มีการใช้ตราหัวกระดาษ ญสส. ออกมาใช้
เกรงจะมีการแอบอ้างพระอักษรของพระองค์ท่านหรือไม่
จากนั้น จึงมีฉบับที่ 5 ออกมา
ครั้งนั้น ในที่ประชุม มส. ทั้งฝ่ายธรรมยุติ และมหานิกาย
จึงได้ทำ "สัญญัติ" ร่วมกันว่า
จะไม่พูดเรื่องนี้ ไม่ถามถึงที่มาที่ไปว่า เป็นพระอักษรจริงหรือไม่ อย่างไร อีก
เพื่อรักษาพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราชร่วมกัน.
.....
9. (แทรกเพื่อความต่อเนื่อง)
- ส่วนพระอักษรฉบับที่ส่งมา เพื่อขอให้เจ้าคุณชั้นราช แห่งวัดบวร
เป็นกรรมการมหาเถรสมาคมนั้น
เมื่อเรื่องได้มาถึงที่ประชุม
แต่ยังไม่ได้เข้าสู่วาระการประชุม มส.
ทางฝ่ายธรรมยุติถกกันอย่างกว้างขวาง ว่า จะทำอย่างไรดีกับพระอักษรฉบับนี้
เพราะหากจะไม่ปฏิบัติตาม ก็จะเป็นการไม่บังควร
ครั้นจะปฏิบัติตาม ก็ยิ่งจะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราช
ซ้ำประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทยก็จะจารึกไว้ ว่า เป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง
- จึงให้มีการตรวจสอบข้อมูลว่า เคยมีเจ้าคุณชั้นราชเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมบ้างหรือไม่ ปรากฏว่า ไม่เคยมี
เรื่องการขอเจ้าคุณชั้นราช ให้เป็นกรรมการ มส. นี้ เป็นปัญหามาก เพราะจะเป็นการสร้างมลทินให้การปกครองคณะสงฆ์
จึงหาข้อยุติไม่ได้สักที
ในที่สุดจึงมีการตกลงกันว่า
"ขอถอนพระอักษรฉบับนี้คืน"
พร้อมกับให้เรียกเก็บเอกสารทั้งหมดจากกรรมการ มส. ทุกรูป.
- จากพระอักษรฉบับนี้
เป็นไปไม่ได้ที่สมเด็จพระสังฆราช จะไม่ทรงทราบว่า พระราชาคณะชั้นราชเป็นกรรมการ มส ไม่ได้ โดยต้องเป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ขึ้นไป
ซึ่งเป็นการขัดธรรมเนียมปฏิบัติของคณะสงฆ์.
.......
สรูปว่า
- ทั้งหลายทั้งปวงที่ผมได้พยายามแจงมาข้างต้นทั้ง 9 ข้อนั้น
ก็แสดงว่า งานนี้น่าจะมีความไม่ปกติเกิดขึ้น
น่าจะมีคณะบุคคลดำเนินการโดยพลการหรือไม่
โดยไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติของคณะสงฆ์ ที่ยึดทั้งพระธรรมวินัย และกฏหมายสงฆ์
แล้วคนที่กำรายละเอียดหมดทุกอย่างยิ่งกว่าผม
ประเทศไทยมีคนเดียว คือ ดร. วิษณุ ของผมนะแหละครับ
ส่วนแกจะพูดหรือเปล่านั่นอีกเรื่อง
ดังนั้น หากจะคลี่คลาย และยุติปัญหาที่บายปลายจนจะเผาประเทศอยู่แล้วนี้กันจริง ๆ
ก็ขอให้ผู้เกี่ยวข้อง หรือ DSI ที่ขยันแต่เรื่องของพระนี่
ได้ไปตรวจสอบ สืบสวนเชิงลึก
ดูว่า
ใครทำ ทำกี่คน มีจุดประสงค์อะไรแฝง
อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องพิมพ์ดีดที่ใช้ยังอยู่ไหม
เอกสารพระอักษรฉบับจริงอยู่ที่ไหน
จะต้องเอามาเคียบเคียงกับฉบับที่เผยแพร่ ว่ามีข้อความตรงกันหรือไม่ อย่างไร
ตรงนี้อย่าทำเป็นเล่นไปนะครับ
เพราะหากมีผู้ยื่นเรื่อง และพิสูจน์ภายหลัง
แล้วมีผลตรงข้ามกับเหยื่อที่ท่านทั้งหลายหลงเคี้ยวอยู่ขณะนี้
คนที่เลี้ยงไม่โตน่าจะเป็นสุดเท่ คือ DSI ก็ได้นะครับ
ร่วมกันแก้ไขจริง ๆ สักทีเถอะครับ
เรื่องจะได้จบ ๆ สังคมจะได้หมดความสงสัยกันเสียที
ถ้าระดับ DSI ทำเรื่องแค่นี้ไม่ได้ ผมคงไม่มีอะไรแนะนำแล้วครับ
เดียวจะหาว่าให้ร้ายกันอีก.
....
ส่วนพวกแก๊งค์ที่ไม่เกรงกลัวบาปนั้น เมื่อมาอ่านเจอตรงนี้แล้ว
จะปล่อยให้เบ็ดติดคออยู่อย่างนั้นก็ตามสบายครับผม
แจ่มแจ้งแดงแจ๋มัยครับ.
โชคดีมีชัยทุกท่านครับ
เจ้าคุณเบอร์ลิน
09.02.2016
แนบเอกสารจำนวน 5 ฉบับ.





พระท่านไม่รับของโจรหลอก

พระท่านไม่รับของโจรหลอก 

นอกจากพวกคิดอกุศลเท่านั้น คอยหาเรื่องกับพระพุทธศาสนาสร้างเวรกรรมไม่ยอมเลิกรา...


หลวงพ่อธัมมชโย เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีความผิด

หลวงพ่อธัมมชโย เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีความผิด

  ตามข้อกล่าวหาเพราะ

    1. วัดพระธรรมกายนี้ หลวงพ่อท่านสร้างมาด้วย 2 มือท่าน ตั้งแต่ยังเป็นทุ่งนาฟ้าโล่ง เมื่อมาฆบูชาปี 2513
กว่า 45 ปีแล้ว ที่วัดพระธรรมกายต้องอาศัยปัจจัยที่ญาติโยม ถวายหลวงพ่อเป็นการส่วนตัวมาใช้ทั้งในเรื่องการก่อสร้าง การเผยแผ่และหล่อเลี้ยงวัดพระธรรมกายในด้านต่างๆ ตลอดมา ท่านจึงไม่ได้โกงเงินวัด แต่วัดต้องอาศัยท่าน
 

   2. ท่านตั้งใจบวชตลอดชีวิต ตั้งแต่อายุ 19 ปี จนถึงปัจจุบันอายุเกือบ 72 ปีแล้ว ไม่ได้สึกหนีปัญหาไปไหน


ติณวัตถารกะ ว่าด้วยการระงับอธิกรณ์โดยการประนีประนอม

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

ทรงบัญญัติ พระธรรมวินัยว่า อธิกรณ์ใด ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธาณะ 

ให้ระงับยุติเสีย

ติณวัตถารกะ ว่าด้วยการระงับอธิกรณ์โดยการประนีประนอม เหมือน 
ระเบียบที่กลบไว้ด้วยหญ้า ใช้ในกรณีที่เห็นว่า หากปรับอาบัติกันและ 
กันต่อไป เรื่องจะลุกลามรุนแรงขึ้น ทำให้แตกความสามัคคี ไม่เป็น 
ประโยชน์สาธารณะ


ทานบารมียุคกึ่งพุทธกาล

ทานบารมียุคกึ่งพุทธกาล


ข้อหาใหม่ที่พระไทยต้องเตรียมรับมือ