วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

มส.ยัน'ธัมมชโย'ไม่ต้องอาบัติปาราชิก

มส.ยัน'ธัมมชโย'ไม่ต้องอาบัติปาราชิก ยกเหตุเรื่องยุติที่ศาลชั้นต้นไม่มีอุทธรณ์ ส่งหนังสือชี้แจงดีเอสไอภายใน 12 ก.พ.นี้

เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2559 ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐมได้มีการประชุมคณะกรรมการมหาเถรสมาคม(มส.)โดยมีสมเด็จพระมหา รัชมังคลาจารย์(ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานการประชุมโดยใช้เวลาการประชุม นานกว่า 2 ชั่วโมง
นายชยพล พงษ์สีดา รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวแถลงผลประชุมมส.ว่า ที่ประชุม มส.ได้เห็นชอบร่างหนังสือชี้แจงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรณีการตอบสนองพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช และข้อกล่าวหาคดียักยอกทรัพย์ของพระเทพญาณมุณี (พระธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย
หลังจากที่ก่อนหน้านี้ พศ.และผู้แทน มส.ได้หารือกับ ดีเอสถึง 2 ครั้ง โดยร่างหนังสือชี้แจงมีสาระโดยสรุปว่า พศ.และ มส.ยืนยัน ได้ตอบสนองต่อพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช กรณีพระธัมมชโยอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะมีการตีความว่า พระลิขิต เป็นพระบัญชาหรือพระดำริก็ตาม ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ในช่วงปี 2542 - 2544 มส.ได้มีการประชุมหารือในเรื่องนี้นับ 100 ครั้ง
นายชยพล กล่าวอีกว่า สำหรับการดำเนินคดีทางสงฆ์ใช้กฎนิคหกรรมฉบับที่ 11 ตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 หากเปรียบในคดีทางโลกจะเริ่มต้นจากศาลชั้นต้น โดยมีเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี รองเจ้าคณะภาค และเจ้าคณะภาค ร่วมกันพิจารณา ซึ่งในช่วงปี 2542 ที่มีการยื่นฟ้องคดีทางสงฆ์กล่าวหาพระธัมมชโย ซึ่งขณะนั้นดำรงสมณศักดิ์ที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ซึ่งคณะพิจารณาของศาลชั้นต้นทางสงฆ์ไม่รับคำร้องของผู้ยื่นฟ้องคดี 2 คน คือ นายสมพร เทพสิทธา และนายมาณพ พลไพรินทร์
เนื่องจากคำร้องไม่สมบูรณ์ และศาลชั้นต้นทางสงฆ์ได้เปิดโอกาสให้อุทธรณ์ภายใน 30 วัน แต่ผู้ยื่นฟ้องคดีไม่มายื่นอุทธรณ์และได้ถอนฟ้องไป 1 คน ทำให้การพิจารณาคดีในทางสงฆ์ต้องยุติลง และไม่มีการพิจารณาไปถึงกระบวนการที่ชี้ชัดว่า พระธัมมชโยอาบัติ ปาราชิก หรือไม่ ดังนั้น คดีทางสงฆ์จึงไปไม่ถึงการพิจารณาในขั้นศาลอุทธรณ์ทางสงฆ์ คือเจ้าคณะใหญ่หนกลาง และไม่ถึงขั้นศาลฎีกาทางสงฆ์ คือ มส.
ขณะที่ผู้ยื่นฟ้องคดีทางสงฆ์ ก็ได้มีการยื่นฟ้องคดีทางโลกพร้อมกันไปด้วย แต่ในเวลาต่อมาผู้ร้องขอถอนฟ้องทำให้อัยการถอนฟ้องคดี ส่งผลให้คดีทางโลกสิ้นสุดลงไปด้วย หากจะมีการฟ้องร้องพระธัมมชโยอีกก็จะต้องเป็นข้อกล่าวหาในคดีอื่นๆ ที่เป็นคดีใหม่ ซึ่งไม่ใช่กรณีข้อกล่าวหายักยอกที่ดิน โดยผู้ที่ต้องการฟ้องคดีทางสงฆ์ก็จะต้องไปยื่นฟ้องที่เจ้าคณะจังหวัด ปทุมธานี ซึ่งเป็นเจ้าคณะปกครองโดยตรง
รองผอ.พศ.กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ทางดีเอสไอ มองว่า ทางมส.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 หรือไม่ กรณีของพระธัมมชโยยืนยันว่า พศ.และมส.ได้ดำเนินงานเรื่องนี้อย่างเต็มที่แล้ว ส่วนการมองว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ขึ้นอยู่กับความคิดของแต่ละ ฝ่าย ทั้งนี้ พศ.และส่งหนังสือชี้แจงดีเอสไอโดยเร็วที่สุดในวันที่ 11 ก.พ. หรืออย่างช้าก็ไม่เกินวันที่ 12 ก.พ.นี้





หน้า1 คมชัดลึก 11 ก.พ. 2559

หน้า1 คมชัดลึก 11 ก.พ. 2559

 

๐ พศ.แถลงหลวงพ่อธัมมชโยไม่ปาราชิก คดียักยอกที่ดินปี2542จบในศาลชั้นต้นแล้ว ไม่มีการยื่นอุธรณ์ฎีกา

๐ มส.สนองต่อพระลิขิตมาโดยตลอด โดยถูกต้องตามพระธรรมวินัย กฎหมาย และกฎมหาเถรสมาคม

 

 

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เจ้าคุณเบอร์ลินโชว์ต้นฉบับ "จดหมายน้อย" : กรณีธัมมชโย / พร้อมเรียกร้องฝ่ายเกี่ยวข้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

จ้าคุณเบอร์ลินโชว์ต้นฉบับ "จดหมายน้อย" : กรณีธัมมชโย / พร้อมเรียกร้องฝ่ายเกี่ยวข้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

  ย้ำอีกครั้งนะครับว่า..

การออกมาแจงสังคมของเจ้าคุณเบอร์ลิน ตั้งแต่อดีต - ปัจจุบัน - อนาคต
ยืนยันว่าล้วนด้วยกุศลเจตนา ไม่มีสิ่งใดแอบแฝงทั้งสิ้น คือ
1. เพื่อปกป้องภัยพระศาสนา และ มส.
2. เพื่อบูชา และรักพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร อดีตประมุขสงฆ์
3. เพื่อความกระจ่างแก่สังคม
4. เพื่อชี้แนวทาง และร่วมแก้ปัญหา.
เกรงพวกมั่วจะโยงไปสู่ประเด็นอื่นครับ จึงขอย้ำอีกรอบ.
.....
ที่มาของ "จดหมายน้อย"
- จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ แต่ผมว่าคงเป็นเพราะบุญพระศาสนานะแหละครับ
ปรากฏว่าเมื่อ 2 วันก่อนผมได้รับการติดต่อจาก
"พระผู้ใหญ่ระดับสูงจากไทยรูปหนึ่ง"
ท่านได้เมตตาชี้แจงเรื่องนี้โดยละเอียดแก่ผม
ทั้งยังเป็นพระมหาเถระที่เป็น
"ธรรมยุตนิกาย" อีกด้วย
ท่านคงเกินทนกับพฤติกรรมของพวกแอบอ้างองค์อดีตสมเด็จญาณเต็มทีละครับ
จึงอยู่นิ่งไม่ได้
พร้อมทั้งมอบส่วนหนึ่งของ "จดหมายน้อย"
ที่เป็นต้นฉบับ ที่ มส. เรียกเป็นทางการว่า "พระดำริ" กรณีธัมมชโย ที่กำลังมั่วถั่วกันอยู่นี้
อีก 1 ชุดแก่ผมอีกด้วย
ซึ่งเป็นเอกสารชุดที่ไม่เคยปรากฏในที่ใดมาก่อน เพราะนี่เป็น "ต้นฉบับ" ที่ใช้ประชุม มส. ในครั้งนั้น.
- ท่านกำชับกับผมว่า ขอให้ใช้สติปัญญา พิจารณานำออกมาเผยแพร่
ให้ทำความเข้าใจแก่สังคม และหาทางช่วยกัน คลี่คลายปัญหาสงฆ์ในขณะนี้
ที่สำคัญเพื่อป้องกันกลุ่มคนที่จะเอาเรื่องนี้
ไปแอบอ้างหาผลประโยชน์ ดังที่ปรากฏในปัจจุบัน
ก่อนจบ ท่านยังเมตตาว่า " หากต้องการเอกสารอะไรเพิ่มให้แจ้งมา".
สาธุ ผมมีกำลังใจเพิ่มเยอะเลย.
.......
วันนี้ ผมจะเผยแพร่ และเจาะลึกในเอกสาร "ต้นฉบับ"
ที่เรียกว่า "จดหมายน้อย" นี้ จำนวน 5 ฉบับ ไปเลยนะครับ
สื่อท่านใด จะเอาไปขยายก็จะเป็นกุศลด้วยกันครับ.
....
เริ่มเรื่อง
ดังที่ผมเคยบอกไว้ การจะแก้ปัญหาต่าง ๆ นั้น
ขั้นแรกจะต้องเริ่มที่ต้นเหตุ หาต้นเหตุให้ได้เสียก่อน
ไม่เช่นนั้น ก็ออกทะเลดังที่เห็นนี้แหละครับ.
......
ตามมาติด ๆ นะครับ
ผมจะนำไปชี้ต้นตอของปัญหา สารพัดชื่อที่จะเรียก ทั้ง พระวินิจฉัย พระดำริ พระลิขิต
จนชาวบ้านชาวเมืองมึนไปหมด...
1. ทำไมเรียกว่า "จดหมายน้อย"
ตรงนี้ไม่ยากครับ กรรมการ มส. สมัยประชุมที่ตำหนักเพชร วัดบวร รู้แจ้งทุกรูปคำนี้
หรือหากใครทำงานอยู่ "กรมศาสนา" ที่ทำหน้าที่ เลขา มส. ยุคนั่น ก็จะไม่สงสัย
เพราะนี่คือคำที่ใช้เรียกแบบ
"รู้กันในใจกันดีว่า สิ่งนี้ มันมาจากไหน มาจากใคร มายังไง"
คน (ไม่อยากเรียกว่าพระ) ก็ยังคงมีชีวิตอยู่ ก็ตัวแสบคนเดียวนะแหละครับ
ที่มักจะถือมาส่งที่ประชุม มส. หรือยื่นให้ จนท. ในสมัยนั้นเนือง ๆ.
(ผมจะไม่ขยายนะครับ).
........
2. เอกสารที่ออกมาในครั้งนี้นั้น ผมได้สืบค้นในเอกสารของกรมการศาสนายุคนั้น
ปรากฏชัดเจนในสาระบบราชการเรียกว่า
"พระอักษร"
ชัดอีกประเด็นหนึ่ง ในกรณีผลของการลำดับ ในการปฏิบัติตามต่อจากนั้น.
.........
3. ผมจะเล่า และลำดับเหตุการณ์ขณะนั้นให้ฟังครับ
เผื่อจะได้เห็นภาพอะไรต่ออะไรชัดเจนขึ้น
- ครั้งนั้น ผมไม่ได้เข้าร่วมประชุมหรอกครับ เพราะเด็กอยู่
แต่ทุกครั้งที่หลวงพ่อผมกลับจากประชุม มส.
ท่านกลับมาถึงกุฏิคณะ 5 ท่านก็จะมานั่งดื่มน้ำชาสักพัก พอหายเหนื่อย
ท่านก็จะเล่าว่า วันนี้มีอะไรบ้างที่ประชุม ผมก็จะจำจะจดตลอดครับ
ขนาดคราวหนึ่ง สมเด็จญาณท่านเดินสดุดอาสนะที่นั่ง แล้วพลิกขึ้นเห็นไมค์ลอยตัวเล็ก ๆ สอดไว้ใต้อาสนะ เพื่อดักฟังการประชุม มส. ผมยังรู้เรื่องเลย
คนพาลนี่มันร้ายจริง ๆ ครับ.
......
ต่อครับ (พิจารณาเอกสารที่แนบด้วยนะครับ)
....
4.. ที่อ้างกันว่า เป็นพระลิขิต 5 ฉบับนั้น
กรมการศาสนายุคนั้นเขาใช้คำว่า "พระอักษร" ครับ
ในฉบับแรกที่ออกมา ให้สังเกต หัวกระดาษมีตราสัญลักษณ์ ญสส
แต่ท้ายพระอักษรไม่ปรากฏมีลายเซ็นขององค์สมเด็จท่าน
โดยเหตุการณ์ในครั้งนั้น
มีเจ้าคุณชั้นราช วัดบวร (ยังมีชีวิตอยู่)
ได้เดินถือเข้ามาในที่ประชุมมหาเถรสมาคมที่ตำหนักเพชร
เพื่อให้เจ้าหน้าที่แจกกรรมการ มส.
แต่มีการทักท้วงกันว่า
ทำไมพระอักษรไม่มีลายเซ็นพระนามสมเด็จพระสังฆราช
ระวังจะทำให้เกิดความเสียหายแก่พระองค์ท่าน
สุดท้ายจึงมีการขอถอนพระอักษรฉบับนี้กลับไป
แต่ถึงอย่างนั้น พระอักษรฉบับนี้ ก็มีการถูกนำไปขยายผลภายหลังอีก.
.....
5. เมื่อมีการถอนพระอักษรฉบับที่ไม่มีลายเซ็นกลับไป
ต่อมา จึงมีฉบับใหม่ (ฉบับที่ 2) ที่มีลายเซ็นตามมาอีก
แต่มีข้อสังเกตว่า
ในบรรทัดแรกของพระอักษรฉบับที่ 1 กับฉบับที่ 2 มีความต่างกัน
ต่างกันตรงคำว่า "เป็น"
อยู่คนละบรรทัด แสดงให้เห็นว่า น่าจะจัดพิมพ์ขึ้นใหม่ และเกิดจากการอย่างรีบเร่งจนไม่ได้ตรวจทาน (ผิดวิสัยการทำงานที่เป็นปกติทั่วไป) หรือไม่.
......
6. หลังจากนั้น ก็มีฉบับที่ 3 ตามมา โดยมีข้อความข้างต้นซ้ำกับฉบับเดิม
แต่เพิ่มข้อความใหม่เข้ามาอีก
ฉบับนี้ไม่ได้ไปที่ประชุมของมหาเถรสมาคม
แต่กลับถูกส่งไปที่กรมการศาสนา
โดยให้เหตุผลว่า มส. เลื่อนการประชุม
จึงนำส่งกรมการศาสนาแทน
โดยกรมการศาสนานำไปมอบให้เจ้าคณะภาค 1 เลย ไม่ได้นำเข้าแจ้ง มส.
ฉะนั้น มส. จึงไม่ทราบ/ไม่เห็นฉบับนี้.
....
7. ส่วนฉบับที่ 4 เป็นฉบับที่ปรากฏว่าถูกนำไปแจกเผยแพร่กันทางสื่อมวลชน
หลังเริ่มมีการรายงาน และทักท้วงกันมากขึ้น
มีการแฟ็กซ์ไปตามหนังสือพิมพ์ ซึ่งฉบับนี้ ก็ไม่มีลายเซ็นเช่นกัน
จึงไม่มีเจ้าหน้าที่ หรือ มส. รูปใดเห็นฉบับจริง นอกจากการรายงานทางสื่อมวลชนเท่านั้น.
...
8. ต่อมา เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ถึงพระอักษรที่ไม่มีลายเซ็นพระนามสมเด็จพระสังฆราช แต่มีการใช้ตราหัวกระดาษ ญสส. ออกมาใช้
เกรงจะมีการแอบอ้างพระอักษรของพระองค์ท่านหรือไม่
จากนั้น จึงมีฉบับที่ 5 ออกมา
ครั้งนั้น ในที่ประชุม มส. ทั้งฝ่ายธรรมยุติ และมหานิกาย
จึงได้ทำ "สัญญัติ" ร่วมกันว่า
จะไม่พูดเรื่องนี้ ไม่ถามถึงที่มาที่ไปว่า เป็นพระอักษรจริงหรือไม่ อย่างไร อีก
เพื่อรักษาพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราชร่วมกัน.
.....
9. (แทรกเพื่อความต่อเนื่อง)
- ส่วนพระอักษรฉบับที่ส่งมา เพื่อขอให้เจ้าคุณชั้นราช แห่งวัดบวร
เป็นกรรมการมหาเถรสมาคมนั้น
เมื่อเรื่องได้มาถึงที่ประชุม
แต่ยังไม่ได้เข้าสู่วาระการประชุม มส.
ทางฝ่ายธรรมยุติถกกันอย่างกว้างขวาง ว่า จะทำอย่างไรดีกับพระอักษรฉบับนี้
เพราะหากจะไม่ปฏิบัติตาม ก็จะเป็นการไม่บังควร
ครั้นจะปฏิบัติตาม ก็ยิ่งจะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราช
ซ้ำประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทยก็จะจารึกไว้ ว่า เป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง
- จึงให้มีการตรวจสอบข้อมูลว่า เคยมีเจ้าคุณชั้นราชเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมบ้างหรือไม่ ปรากฏว่า ไม่เคยมี
เรื่องการขอเจ้าคุณชั้นราช ให้เป็นกรรมการ มส. นี้ เป็นปัญหามาก เพราะจะเป็นการสร้างมลทินให้การปกครองคณะสงฆ์
จึงหาข้อยุติไม่ได้สักที
ในที่สุดจึงมีการตกลงกันว่า
"ขอถอนพระอักษรฉบับนี้คืน"
พร้อมกับให้เรียกเก็บเอกสารทั้งหมดจากกรรมการ มส. ทุกรูป.
- จากพระอักษรฉบับนี้
เป็นไปไม่ได้ที่สมเด็จพระสังฆราช จะไม่ทรงทราบว่า พระราชาคณะชั้นราชเป็นกรรมการ มส ไม่ได้ โดยต้องเป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ขึ้นไป
ซึ่งเป็นการขัดธรรมเนียมปฏิบัติของคณะสงฆ์.
.......
สรูปว่า
- ทั้งหลายทั้งปวงที่ผมได้พยายามแจงมาข้างต้นทั้ง 9 ข้อนั้น
ก็แสดงว่า งานนี้น่าจะมีความไม่ปกติเกิดขึ้น
น่าจะมีคณะบุคคลดำเนินการโดยพลการหรือไม่
โดยไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติของคณะสงฆ์ ที่ยึดทั้งพระธรรมวินัย และกฏหมายสงฆ์
แล้วคนที่กำรายละเอียดหมดทุกอย่างยิ่งกว่าผม
ประเทศไทยมีคนเดียว คือ ดร. วิษณุ ของผมนะแหละครับ
ส่วนแกจะพูดหรือเปล่านั่นอีกเรื่อง
ดังนั้น หากจะคลี่คลาย และยุติปัญหาที่บายปลายจนจะเผาประเทศอยู่แล้วนี้กันจริง ๆ
ก็ขอให้ผู้เกี่ยวข้อง หรือ DSI ที่ขยันแต่เรื่องของพระนี่
ได้ไปตรวจสอบ สืบสวนเชิงลึก
ดูว่า
ใครทำ ทำกี่คน มีจุดประสงค์อะไรแฝง
อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องพิมพ์ดีดที่ใช้ยังอยู่ไหม
เอกสารพระอักษรฉบับจริงอยู่ที่ไหน
จะต้องเอามาเคียบเคียงกับฉบับที่เผยแพร่ ว่ามีข้อความตรงกันหรือไม่ อย่างไร
ตรงนี้อย่าทำเป็นเล่นไปนะครับ
เพราะหากมีผู้ยื่นเรื่อง และพิสูจน์ภายหลัง
แล้วมีผลตรงข้ามกับเหยื่อที่ท่านทั้งหลายหลงเคี้ยวอยู่ขณะนี้
คนที่เลี้ยงไม่โตน่าจะเป็นสุดเท่ คือ DSI ก็ได้นะครับ
ร่วมกันแก้ไขจริง ๆ สักทีเถอะครับ
เรื่องจะได้จบ ๆ สังคมจะได้หมดความสงสัยกันเสียที
ถ้าระดับ DSI ทำเรื่องแค่นี้ไม่ได้ ผมคงไม่มีอะไรแนะนำแล้วครับ
เดียวจะหาว่าให้ร้ายกันอีก.
....
ส่วนพวกแก๊งค์ที่ไม่เกรงกลัวบาปนั้น เมื่อมาอ่านเจอตรงนี้แล้ว
จะปล่อยให้เบ็ดติดคออยู่อย่างนั้นก็ตามสบายครับผม
แจ่มแจ้งแดงแจ๋มัยครับ.
โชคดีมีชัยทุกท่านครับ
เจ้าคุณเบอร์ลิน
09.02.2016
แนบเอกสารจำนวน 5 ฉบับ.





พระท่านไม่รับของโจรหลอก

พระท่านไม่รับของโจรหลอก 

นอกจากพวกคิดอกุศลเท่านั้น คอยหาเรื่องกับพระพุทธศาสนาสร้างเวรกรรมไม่ยอมเลิกรา...


หลวงพ่อธัมมชโย เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีความผิด

หลวงพ่อธัมมชโย เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีความผิด

  ตามข้อกล่าวหาเพราะ

    1. วัดพระธรรมกายนี้ หลวงพ่อท่านสร้างมาด้วย 2 มือท่าน ตั้งแต่ยังเป็นทุ่งนาฟ้าโล่ง เมื่อมาฆบูชาปี 2513
กว่า 45 ปีแล้ว ที่วัดพระธรรมกายต้องอาศัยปัจจัยที่ญาติโยม ถวายหลวงพ่อเป็นการส่วนตัวมาใช้ทั้งในเรื่องการก่อสร้าง การเผยแผ่และหล่อเลี้ยงวัดพระธรรมกายในด้านต่างๆ ตลอดมา ท่านจึงไม่ได้โกงเงินวัด แต่วัดต้องอาศัยท่าน
 

   2. ท่านตั้งใจบวชตลอดชีวิต ตั้งแต่อายุ 19 ปี จนถึงปัจจุบันอายุเกือบ 72 ปีแล้ว ไม่ได้สึกหนีปัญหาไปไหน


ติณวัตถารกะ ว่าด้วยการระงับอธิกรณ์โดยการประนีประนอม

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

ทรงบัญญัติ พระธรรมวินัยว่า อธิกรณ์ใด ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธาณะ 

ให้ระงับยุติเสีย

ติณวัตถารกะ ว่าด้วยการระงับอธิกรณ์โดยการประนีประนอม เหมือน 
ระเบียบที่กลบไว้ด้วยหญ้า ใช้ในกรณีที่เห็นว่า หากปรับอาบัติกันและ 
กันต่อไป เรื่องจะลุกลามรุนแรงขึ้น ทำให้แตกความสามัคคี ไม่เป็น 
ประโยชน์สาธารณะ


ทานบารมียุคกึ่งพุทธกาล

ทานบารมียุคกึ่งพุทธกาล


ข้อหาใหม่ที่พระไทยต้องเตรียมรับมือ




"ตื่นเถิดชาวพุทธ"


"ตื่นเถิดชาวพุทธ" 

บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ที่พวกเราชาวพุทธจะต้องออกมาปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา อย่างจริงจัง



‘เจ้าคุณเบอร์ลิน’ชี้ ‘ดีเอสไอ’ รื้อคดี‘ธัมมชโย’เข้าข่ายชักสังฆราชเข้าหาอาบัติหนัก

‘เจ้าคุณเบอร์ลิน’ชี้ ‘ดีเอสไอ’ รื้อคดี‘ธัมมชโย’เข้าข่ายชักสังฆราชเข้าหาอาบัติหนัก



เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระโสภณพุทธิวิเทศ (จิตติก์ ญาณชโย) เจ้าอาวาสวัดพุทธาราม เบอร์ลิน ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กเพจชื่อ “เจ้าคุณเบอร์ลิน” ถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งหนังสือแจ้งมายังมหาเถรสมาคม (มส.) ให้รื้อฟื้นอธิกรณ์ที่คณะสงฆ์วินิจฉัยไปแล้ว เพื่อใช้กฎนิคหกรรมปรับอาบัติปาราชิกพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ตามพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกว่า
กรณีนี้ถือว่าดีเอสไอใช้อำนาจอาณาจักรแทรกแซงศาสนจักร และเข้าข่ายชักพระสงฆ์เข้าหาอาบัติ ซึ่งเป็นอาบัติสังฆาทิเสส (อาบัติหนักที่ต้องอาศัยความอนุเคราะห์จากคณะสงฆ์จึงออกจากอาบัติได้) เนื่องจากการลงนิคหกรรมเป็นกระบวนการทางพระธรรมวินัย โดยพระพุทธองค์ให้ภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกัน (ทำสังฆกรรมร่วมกัน) ลงนิคหกรรมกัน ที่สอดคล้องกับกฎ มส.ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2521) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม เพื่อป้องกันการใส่ความกลั่นแกล้งซึ่งกันและกันโดยไม่เป็นธรรม จากภิกษุผู้เป็นนานาสังวาส ทั้งนี้ เป็นการป้องกันไม่ให้ภิกษุผู้ไร้ยางอายใช้อธิกรณ์เป็นเหตุตะเกียกตะกายทำลายคณะสงฆ์ และการกระทำดังกล่าวของดีเอสไอเป็นความผิดอย่างมหันต์ในหลักพระพุทธศาสนา เพราะเป็นการชักสงฆ์ให้เข้าหาอาบัติหนัก ผิดทั้งพระธรรมวินัยและผิดทั้งกฎนิคหกรรม
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า พระโสภณพุทธิวิเทศได้โพสต์ทิ้งท้ายว่า อย่างไรก็ตามการที่ดีเอสไอ นำพระลิขิตอดีตสมเด็จพระสังฆราชมากล่าวอ้างในการรื้อฟื้นลงโทษพระสงฆ์ทางพระธรรมวินัยขึ้นอีก เป็นการชักอดีตสมเด็จพระสังฆราชให้เข้าหาอาบัติ ทั้งหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดกฎนิคหกรรม เป็นการทำผิดอย่างใหญ่หลวงต่อพระองค์ท่าน นอกจากนั้นในกรณีของพระสงฆ์ที่ขวนขวายกระทำเช่นเดียวกัน ก็เข้าข่ายเป็นผู้ตะเกียกตะกายทำลายสงฆ์ผิดอาบัติสังฆาทิเสส แม้ดีเอสไอเป็นผู้ส่งเสริมพระสงฆ์ให้ทำเช่นนั้น ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ตะเกียกตะกายทำลายสงฆ์ ไม่พ้นอนันตริยกรรมเช่นเดียวกับพระสงฆ์ ดังนั้นดีเอสไอและพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือพระพุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม จึงมิบังควรนำพระลิขิตพระสังฆราชมาใช้เป็นข้ออ้าง จนทำให้เกิดการสั่นสะเทือนแก่คณะสงฆ์ และพระพุทธศาสนา
ข่าวจาก : มติชน ออนไลน์

พลังเเห่งศรัทธา

พลังเเห่งศรัทธา


อุปสรรคแห่งฟ้าฝน... มิใช่อุปสรรคแห่งการบำเพ็ญบุญ
ภาพแบบนี้ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักในเมืองไทย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่

ชาวพุทธเวียดนาม รอใส่บาตรพระเณร ในเช้าวันที่ฝนตกหนัก เพียงเพราะ

ศรัทธาต่อพระพุทธเจ้า .....

เป็นภาพประทับใจ ชาวพุทธพากันถอดรองเท้า เตรียมรอใส่บาตร และบางคน
ก็เปียกปอนไปทั้งตัว เพื่อจะได้ถวายอาหารพระคุณเจ้า ......

สาธุ....อนุโมทนาบุญด้วยครับ ชื่นใจทั้งผู้ให้และผู้รับ
ขอบคุณภาพข่าวจาก TAGHR

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ฆราวาสอย่าก้าวก่ายการแต่งตั้งพระสังฆราช

ฆราวาสอย่าก้าวก่ายการแต่งตั้งพระสังฆราช



   เนื่องด้วยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกสิ้นพระชนม์และได้มีพิธีถวายพระเพลิงไปเมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา ทำให้ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ซึ่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๗ ได้ระบุไว้ว่า “ ในกรณีที่สมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้า ฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช...”
   ซึ่งสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ คือ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ( ช่วง วรปุญโญ) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ และยังมีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษาในบรรดาสมเด็จพระราชาคณะที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ เป็นปูชนียะที่คณะสงฆ์มหานิกายทั้งผองเคารพนับถือเป็นอย่างสูง แม้คณะสงฆ์ธรรมยุติในมหาเถรสมาคมก็ให้การยอมรับทั้งสิ้น
   แต่ในระหว่างคณะสงฆ์กำลังดำเนินการตามขั้นตอนอยู่นั้นได้มีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มซึ่งได้เคยโจมตีให้ร้ายคณะสงฆ์ทั่วประเทศอย่างหนักหน่วงมาแล้วได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างเป็นขบวนการ แทรกแซงกระบวนการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช และมีการโจมตีให้ร้ายต่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์อย่างต่อเนื่อง น่าสงสัยว่าเป้าหมายที่แท้จริง คือการสร้างความแตกแยกในคณะสงฆ์ เพื่อบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาหรือไม่ ทั้งที่คณะสงฆ์ทั้ง ๒ นิกายปัจจุบันก็อยู่ร่วมกันด้วยดี ให้ความเคารพต่อกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัย เอื้อเฟื้อกัน
   ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชนั้น กำหนดให้มีขึ้นโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งในมาตรา ๘ ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของสมเด็จพระสังฆราชไว้ว่า
   
“สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ และทรงตราพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม ”
   
จะเห็นได้ว่าสมเด็จพระสังฆราชมีอำนาจหน้าที่เฉพาะการปกครองคณะสงฆ์ มิได้ปกครองไปถึงฆราวาสชาวพุทธด้วยเลย สมเด็จพระสังฆราชจะทรงมีพระบัญชาสั่งให้ชาวพุทธเลิกดื่มเหล้า ให้เลิกเล่นการพนัน - หวย ให้เข้าวัดทุกวันพระ ก็ทำไม่ได้
   ในครั้งพุทธกาล เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงแต่งตั้งพระอัครสาวกหรือพระเอตทัคคะในด้านใดด้านหนึ่ง ก็มิได้ทรงอนุญาตให้ฆราวาสเข้ามาแทรกแซงในการแต่งตั้ง
   ในการทำสังฆกรรมของสงฆ์ เช่น บวชพระ ลงปาฏิโมกข์ พระวินัยก็กำหนดให้คณะสงฆ์ทำร่วมกันโดยไม่อนุญาตให้ฆราวาสเข้ามาก้าวก่าย
   ดังนั้นกลุ่มขบวนการที่เคลื่อนไหวแทรกแซงการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชอยู่นี้ เก่งกว่าพระพุทธเจ้าหรืออย่างไร เป็นฆราวาสผู้เสพกามก็ไม่ควรจะมาแทรกแซงการปกครองคณะสงฆ์ ต้องรู้จักขอบเขตของตนเอง คณะสงฆ์ไม่เคยเรียกร้องให้สมเด็จพระสังฆราชทรงมีอำนาจปกครองฆราวาส สามารถตราพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชสั่งการฆราวาสชาวพุทธ ให้ทำหรือไม่ให้ทำสิ่งใดๆ ทรงมีอำนาจแต่เพียงการปกครองภายในของคณะสงฆ์เท่านั้น
    การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชนี้จึงเป็นเรื่องของคณะสงฆ์ ที่ฆราวาสไม่ควรก้าวก่าย ซึ่งเรื่องนี้ในคณะสงฆ์โดยภาพรวมมีความเป็นเอกภาพสมานฉันท์ ปัญหาเกิดเพราะกลุ่มขบวนการของฆราวาส ต้องการมาแทรกแซงการปกครองคณะสงฆ์เท่านั้น
   ถ้าผู้คนในสังคมไทยรู้จักขอบเขตหน้าที่ของตน ไม่ก้าวก่ายแทรกแซงกัน สังคมก็จะดำรงอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็น
   จึงขอเรียกร้องให้กลุ่มขบวนการผู้หลงผิด หยุดการแทรกแซงการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชโดย ทันที



อย่าเอาวิธีทำลายล้างทางการเมืองมาทำลายคณะสงฆ์

อย่าเอาวิธีทำลายล้างทางการเมืองมาทำลายคณะสงฆ์

 



    สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2468 ปัจจุบันอายุ 91 ปี บวชมาแล้ว 77 ปี สำเร็จการศึกษาเปรียญธรรม 9 ประโยค เป็นผู้เชี่ยวชาญพระไตรปิฎก เคยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้แทนคณะสงฆ์ไทยไปร่วมสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 6 ที่ประเทศพม่าตั้งแต่มีอายุได้ 30 ปี เมื่อปีพ.ศ. 2498     


-เจ้าประคุณสมเด็จฯ มีปกติเป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน แม้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชแล้ว เมื่อพบกับพระภิกษุที่มีพรรษามากกว่าก็จะเคารพกราบไหว้    เจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นผู้มีเมตตาสูงต่อชนทุกชั้น พบง่าย ประชาชนทุกคนสามารถไปพบท่านได้ทุกวันที่อาคารประชาสัมพันธ์ วัดปากน้ำ ท่านจะนั่งที่พื้นสนทนาธรรมกับญาติโยมอย่างไม่ถือเนื้อถือตัว ใครจะนิมนต์ท่านไปทำบุญบ้าน จะพาลูกมาบวชพระ ฯลฯ ท่านจะเปิดสมุดนัดดู ถ้ายังว่างก็จะรับนิมนต์โดยไม่เลือกฐานะยากดีมีจนเลย    


-เจ้าประคุณสมเด็จฯ ลงนำพระภิกษุสามเณรสวดมนต์ทำวัตรนั่งสมาธิ ให้โอวาทพระภิกษุ ลงรับสังฆทานด้วยตนเองทุกวันมาตลอดกว่า 50 ปี    ด้วยวัตรปฏิบัติที่งดงามของเจ้าประคุณสมเด็จฯ และบารมีของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ทำให้มีประชาชนมาจองเป็นประธานกฐินล่วงหน้าของวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เต็มไปจนถึงปี พ.ศ.3096 จองล่วงหน้าไปกว่า 500 ปี เป็นอัศจรรย์วัดเดียวในโลกวัดใดที่ทำงานพระศาสนาแล้วติดขัดด้วยงบประมาณ เมื่อมาหาเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านก็จะเมตตาให้ความช่วยเหลือเป็นปกติ จนเป็นที่รับรู้กันทั่วสังฆมณฑล    


-แม้สมเด็จพระญาณสังวรฯ สมเด็จพระสังฆราชก็เคยทรงมอบหมายให้ท่านช่วยจัดหาทุนสร้างมหาวิหารพระไตรปิฎกหินอ่อน ที่พุทธมณฑล เมื่อปี 2532 มูลค่า 200 ล้านบาท     สร้างหอสมุดพระพุทธศาสนา มหาสิรินาถ ที่พุทธมณฑล ในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงพระชนมพรรษา 60 ปี เมื่อปี พ.ศ. 2535 มูลค่า 200 ล้านบาท    


-สร้างอาคารหอสมุดและเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้แก่มหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร.ที่วังน้อย มูลค่า 75 ล้านบาทสร้างเจดีย์มหารัชมงคล ที่วัดปากน้ำ ความสูง 80 เมตร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระราชวโรกาสพระชนมพรรษา 80 พรรษา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2550 มูลค่า 300 ล้านบาท    และยังบริจาคสาธารณกุศลอื่นอีกมากมาย รวมมูลค่ากว่าพันล้านบาท    


-เจ้าประคุณสมเด็จฯได้รับอาราธนาไปแสดงธรรมในพระบรมมหาราชวัง ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์มาแล้วร่วมร้อยครั้ง  


 -ด้วยศีลาจารวัตรที่งดงาม คุณูปการมากมายที่มีต่อพระพุทธศาสนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงสถาปนาท่านขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2538    เมื่อสมเด็จพระญาณสังวรฯ สมเด็จพระสังฆราชสิ้นพระชนม์ ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง มหาเถรสมาคมจึงได้ประชุมเมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559 มีมติเป็นเอกฉันท์เสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ขึ้นทูลเกล้า เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช    ในระหว่างนี้เอง ได้มีกลุ่มบุคคลที่เคยเป็นแกนนำเคลื่อนไหวทางการเมือง สร้างความแตกแยกร้าวฉานในสังคมไทยอย่างลึกซึ้งจนถึงปัจจุบัน ได้ออกมาเคลื่อนไหวแทรกแซงกระบวนการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชของคณะสงฆ์ ใช้วิธีการทางการเมืองที่สกปรก สร้างประเด็นโจมตีให้ร้ายคณะสงฆ์และเจ้าประคุณสมเด็จฯอย่างหนักหน่วง    วิญญูชนพิจารณาแล้วก็จะเห็นชัดเจนว่า ข้อกล่าวหาเหล่านั้นไร้สาระโดยสิ้นเชิง อาทิ      


   1.โจมตีว่ามหาเถรสมาคมแอบประชุมลับ ไม่โปร่งใส ทั้งที่ความจริงการประชุมของมหาเถรสมาคมในการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชนั้น มีขึ้นในวันที่ 5 มกราคม พ.ศ.2559 ก่อนหน้าที่กลุ่มแกนนำทางการเมืองจะไปยื่นเรื่องคัดค้านที่ สนช.    การประชุมมส.ในวันนั้น เจ้าประคุณสมเด็จพระมหามังคลาจารย์ไม่เข้าประชุมเพราะถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ผู้ที่เสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เป็นสมเด็จพระสังฆราชต่อที่ประชุมก็คือ สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศ เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติ และกรรมการ มส.ทุกรูปมีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์     


   2. มีการนำเสนอข่าวว่าสมเด็จฯวัดสัมพันธวงศ์ และสมเด็จฯวัดสุทัศน์ไม่เข้าประชุม เพื่อให้สังคมรู้สึกว่า มีสมเด็จรูปอื่นๆไม่เห็นด้วย ทั้งที่ความจริงเจ้าประคุณสมเด็จฯทั้ง 2 รูป อาพาธเดินไม่ได้ ไม่ได้เข้าประชุม มส.มาหลายปีแล้ว กรรมการ มส.ท่านอื่นๆที่เหลือเข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน ทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุติกนิกาย  


   3. ประโคมข่าวว่าจะแจ้งความดำเนินคดีมหาเถรสมาคมในข้อหาผิดมาตรา 157 เจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะไม่จัดการกับพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ธัมมชโย ภิกขุ) ตามพระลิขิตพระสังฆราช โดยตั้งใจจะข่มขู่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ และกรรมการ มส.รูปอื่นๆ    โครงสร้างของมหาเถรสมาคมนั้นประกอบด้วยสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประธานกรรมการ สมเด็จพระราชาคณะ ฝ่ายมหานิกาย และฝ่ายธรรมยุติ ฝ่ายละ 4 รูป รวม 8 รูป พระราชาคณะจากทั้ง 2 นิกายที่สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งอีก 12 รูป รวม 21 รูป สมเด็จพระสังฆราชทรงมีอำนาจเด็ดขาดในการแต่งตั้งและถอดถอนกรรมการมหาเถรสมาคม สมเด็จพระสังฆราชจึงสามารถบังคับบัญชามหาเถรสมาคมได้อย่างเต็มที่ อย่างกรณีสมเด็จพระญาณสังวรฯนั้น มีกรรมการ มส. ที่พระองค์ทรงแต่งตั้งเอง 12 รูป สมเด็จพระราชาคณะฝ่ายธรรมยุติ ซึ่งพระองค์ทรงเป็นเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติอยู่ด้วยอีก 4 รูป รวมพระองค์เองเป็น 17 รูปจาก 21 รูปเหตุเรื่องนี้เกิดเมื่อ พ.ศ.2542 ซึ่งขณะนั้นสมเด็จพระญาณสังวรฯ สมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นประธานกรรมการมหาเถรสมาคมหากจะมีผู้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับมหาเถรสมาคมแล้ว ก็เท่ากับแจ้งความดำเนินคดีกับสมเด็จพระญาณสังวรฯ สมเด็จพระสังฆราชนั่นเอง ทั้งที่พระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ถวายพระเพลิง เก็บอัฐิไปแล้ว ก็ยังโหดร้ายถึงขนาดจะไปขุดอัฐิของพระองค์ขึ้นมาดำเนินคดีอีก ด้วยข้อหาไม่ทำตามพระลิขิตของตนเอง เป็นเรื่องแปลก      
    4. สร้างวาทกรรมว่าครอบครองรถหรูที่ไม่ได้เสียภาษี ความจริงคือ มีผู้นำรถโบราณที่เก่าจนวิ่งบนถนนไม่ได้แล้วมาถวาย เจ้าประคุณสมเด็จฯจึงให้นำไปไว้ในพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนที่สนใจมาศึกษาลักษณะรถโบราณ ท่านไม่ได้ครอบครองไว้เป็นของส่วนตัว เจ้าประคุณสมเด็จมีความเป็นอยู่ส่วนตัวที่สมถะเรียบง่าย ใกล้ชิดประชาชน เป็นที่รักของทุกคน    
  5. ใส่ร้ายป้ายสีว่าสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์รับรถเบนซ์และปัจจัย 5 ล้านบาทในวันเกิดทุกปีจากพระเทพญาณมหามุนี (ธัมมชโย ภิกขุ) คนมีสติปัญญาฟังแล้วจะรู้ทันทีว่าเป็นเรื่องเท็จ เพราะเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านบริจาคเงินเพื่องานสาธารณกุศลเป็นพันๆล้านบาท และตัวท่านเองก็อายุ 91 ปีแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมารับสินบนเพียงเล็กน้อยเหล่านี้ให้ตนมัวหมอง    


  6. วัดพระธรรมกายติดสินบนโดยเอารูปหล่อหลวงพ่อวัดปากน้ำทองคำ น้ำหนัก 1 ตัน มาถวายให้วัดปากน้ำวัดพระธรรมกายหล่อหลวงพ่อวัดปากน้ำทองคำทั้งหมด 8 องค์ ได้ถวายแด่วัดต่างๆที่หลวงพ่อวัดปากน้ำเคยทำกิจสำคัญในชีวิตของท่านโดยไม่เลือกว่าจะเป็นวัดเล็กหรือวัดใหญ่ และไปช่วยสร้างโบสถ์ ศาลา วิหาร เพื่อเป็นที่ประดิษฐานแก่วัดเหล่านั้นด้วย เช่น วัดสองพี่น้อง ซึ่งเป็นวัดที่หลวงพ่อวัดปากน้ำบวช วัดโบสถ์บน วัดบางปลา รวมถึงวัดปากน้ำซึ่งเป็นที่ๆหลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นเจ้าอาวาสเผยแผ่ธรรม จนตลอดอายุขัยของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯท่านทำแต่คุณงามความดี เป็นปูชนียะที่พระภิกษุมหานิกายทั่วประเทศให้ความเคารพอย่างสูง พระมหาเถระฝ่ายธรรมยุติในมหาเถรสมาคมก็ให้การยอมรับทั้งสิ้น แม้คณะสงฆ์ในต่างประเทศก็ให้การยกย่องอย่างสูง ได้รับสมณศักดิ์จากคณะสงฆ์ทั้งศรีลังกา เมียนม่าร์ บังคลาเทศ   การสร้างเรื่อง ใช้วิธีการทำลายล้างทางการเมืองใส่ร้ายป้ายสีพระมหาเถระอายุ 91 ปี ผู้บวชมาแล้ว 77 พรรษา ทำแต่ความดีมาตลอดชีวิต เป็นความชั่วร้ายมาก และจะนำความแตกแยกมาสู่การคณะสงฆ์ เป็นการกระทำสังฆเภท ซึ่งเป็นอนันตริยกรรมที่บาปหนักที่สุด บาปยิ่งกว่าฆ่าพ่อฆ่าแม่ จะสร้างความแตกแยกในสังคมไทยอย่างลึกซึ้งจนถึงแก่น และจะไม่เหลือสถาบันใดๆในสังคมให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวไทยอีกเลย   ขอให้สื่อและชาวไทยทุกคนตื่นรู้ อย่าให้กลุ่มคนเหล่านี้ใช้เป็นเครื่องมือทำลายการคณะสงฆ์อีกต่อไป   สมเด็จพระสังฆราชเป็นตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์ ไม่ได้ปกครองฆราวาส ให้เป็นเรื่องของคณะสงฆ์ดำเนินการตามกฎหมายและพระธรรมวินัยเถิด 




การเผยเเผ่พุทธศาสนา ของ วัดพระธรรมกาย

ผลงานวัดพระธรรมกาย

กว่า 100 โครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลก นี่คือ ความจริงที่วัดพระธรรมกายได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการเผยเเผ่ศาสนาอย่างเเท้จริง